ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์’

             บัส

                การเชื่อมโยงของอุปกรณ์ต่างๆ ในแผงหลักจะใช้เครื่องมือ 2 ชนิด คือ เส้นทางของระบบ (system bus) และการขัดจังหวะ (interrupt)

                System bus คือ เส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างซีพียู หน่วยความจำหลัก และอุปกรณ์รับส่งข้อมูลต่างๆ แต่ละเส้นทางใช้ขนส่งข้อมูลเป็นบิตเดี่ยว จำนวนของเส้นทางขึ้นอยู่กับความกว้างของบัสนั้นๆ บัสจำแนกเป็น 3 ประเภทคือ บัสควบคุม (control bus) บัสข้อมูล (data bus) และแอดเดรสบัส (address bus)

                   1.บัสควบคุม (control bus)

                บัสควบคุมเป็นกลุ่มสายที่ส่งสัญญาณควบคุมการทำงานของระบบทั้งหมดรวมทั้งภายในซีพียูเอง เช่น สัญญาณรีเซ็ต (reset) กำหนดให้ซีพียูรีเซ็ตตัวเอง

                บัสควบคุมเป็นบัสแบบ 2 ทาง สามารถรับและส่งข้อมูลในเส้นทางเดียวกันได้ บัสข้อมูลและบัสที่อยู่จะถูกเรียกใช้จากส่วนประกอบต่างๆ ของระบบ บัสควบคุมมีหน้าที่จัดการไม่ให้การรับส่งข้อมูลเหล่านี้เกิดปัญหาขึ้น ตัวอย่างการทำงานของบัสควบคุมเมื่อมีคำสั่งต่างๆ

                บันทึกลงในหน่วยความจำ                ส่งข้อมูลไปที่หน่วยความจำ

                อ่านข้อมูล                                             อ่านข้อมูลจากหน่วยความจำ

                บันทึกลงในอุปกรณ์รับส่ง                ส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์ส่งออกในช่องทางที่กำหนด

                อ่านจากอุปกรณ์รับส่ง                        อ่านข้อมูลจากอุปกรณ์รับส่งในช่องทางที่กำหนด

                รับรู้การถ่ายโอน                                  ยืนยันว่าสัญญาณได้รับการถ่ายโอนแล้ว

                ร้องขอเส้นทาง                                    เมื่ออุปกรณ์เสริมเรียกหาเส้นทางของระบบ

                ให้เส้นทาง                                           เมื่อตัวควบคุมเส้นทางอนุญาตให้อุปกรณ์นั้นใช้เส้นทาง

                ร้องขอการขัดจังหวะ                          แสดงการขัดจังหวะในระหว่างการร้องขอ

                รับรู้การขัดจังหวะ                               ยืนยันการรับรู้แล้ว

                  2.บัสข้อมูล (data bus)

                บัสข้อมูลเป็นเส้นทางรับและส่งข้อมูลรวมทั้งรหัสคำสั่งต่างๆ ระหว่างซีพียูกับอุปกรณ์รอบข้าง นอกจากนี้ยังเป็นตัวกำหนดการทำงานในระบบ เช่น data bus มีขนาด 16 บิต แต่คำสั่งที่เข้ามามีขนาด 32 บิต หน่วยประมวลผลจะต้องเข้าถึงหน่วยความจำหลัก 2 ครั้งในแต่ละรอบคำสั่ง

รูป data bus

                  3.บัสตำแหน่ง (address bus)

                บัสตำแหน่งเป็นเส้นทางในการระบุที่อยู่ระหว่างซีพียูกับอุปกรณ์รอบข้าง เช่น ตำแหน่งของหน่วยความจำ ตำแหน่งของช่องทางสื่อสารที่ซีพียูต้องการติดต่อด้วย บัสตำแหน่งเป็นบัสชนิดทิศทางเดียวคือจากซีพียูออกไปยังอุปกรณ์รอบข้าง อุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่จะใช้เส้นทางนี้ติดต่อกลับไปยังซีพียูไม่ได้

                  4.อินเทอร์รับ (interrupt)

                อินเทอร์รับ เป็นสัญญาณที่ถูกสร้างขึ้นจากอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ในการใช้โปรแกรมประมวลผลคำซึ่งตั้งเวลาให้บันทึกอัตโนมัติทุก 10 นาที ขณะกำลังพิมพ์งานอยู่ เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เรียกว่า เกิดการอินเทอร์รับขึ้นมา สัญญาณนี้จะถูกส่งไปตลอดเส้นทางควบคุม งานที่กำลังทำอยู่จะถูกยกเลิก และรับสัญญาณจากบัสควบคุมจนเสร็จกระบวนการจึงกลับมายังงานเดิมโดยไม่มีการผิดพลาด

คำศัพท์ประจำหน่วย

ภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  ความหมาย/คำอธิบาย 
ขัดจังหวะ interrupt สัญญาณขัดจังหวะ
เส้นทาง bus เส้นวงจรในแผงหลักที่เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ
ตั้งใหม่ reset หยุดการทำงานเดิมทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่
เลเซอร์ laser แสงที่มีความเข้มสูง มีสีเดียว ใช้เป็นหัวอ่านและบนทึกแผ่นดีวีดีและแผ่นซีดี
เมทริกช์ matrix แถวอันดับของจำนวนเลข
ทรานซิสเตอร์ transistor อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี 3 ขั้วขึ้นไป ใช้ย่อวงจรการทำงานของหลอดสุญญากาศ 1 ชุด
โพลารอยด์ polaroid แผ่นใสที่ยอมให้แสงผ่านในแนวเดียว
แกน beam แกนอิเล็กตรอนที่ส่งเป็นลำออกไป
ฟอสเฟอร์ phosphor สารประกอบที่เรืองแสงได้เมื่อกระทบกับอิเล็กตรอน
ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ  ความหมาย/คำอธิบาย
ขั้วบวก cathode รังสีที่เกิดในขั้วบวกของหลอดทดลอง
อินทะเกรท Integrated ทำให้รวมกันเป็นก้อน
แอทเทชเมนต์ attachment อุปกรณ์ติดตั้ง
แคช cache ที่เก็บ
ลบได้ erasable รอมชนิดที่ลบข้อมูลเดิมได้
เขียนโปรแกรมได้ programmable รอมชนิดเขียนโปรแกรมทับลงไปในตำแหน่งเดิมได้
แหล่งเก็บข้อมูล storage ใช้เรียกหน่วยความจำในระบบคอมพิวเตอร์
สแท็ก stack กองซ้อน
คำสั่ง instruction คำสั่งของโปรแกรมที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์
ทำให้ทันสมัย update ปรับรุ่นของโปรแกรมและอุปกรณ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์
ตัวอักขระ character ข้อมูลจำนวน 1 ไบต์ หรือ 8 บิต
ซีมอส COMSComplementary MetalOxide Semi-conductor  สารกึ่งตัวนำชนิดยิ่งยวดให้ในการผลิตชิป
     หน่วยส่งออก

                หน่วยส่งออก (output unit) ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาตลอดเวลา เช่น การแสดงผลทางจอภาพและการพิมพ์ทางเครื่องพิมพ์จะให้ภาพที่คมชัดเหมือนจริงมากกว่าการพิมพ์ในยุคก่อนๆ เรามาทำความรู้จักกับหน่วยส่งออกดังต่อไปนี้

                จอภาพชนิดผลึกเหลวจะบรรจุชั้นของผลึกเหลวไว้แทนหลอดภาพ ใช้สมบัติของการบิดตัวของแสงเมื่อผ่านผลึกเหลว ทำให้ปล่อยกระแสอิเล็กตรอนออกมาแทนการยิงอิเล็กตรอนจากปืนอิเล็กตรอน ทำให้ไม่ต้องมีหลอดภาพ จอภาพจึงบางแบนราบ จอภาพชนิดผลึกเหลวมีหลักการทำงานดังต่อไปนี้

             

               – แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ขดอยู่ด้านหลังจอภาพส่องผ่านกระจกฝ้า

                -  กระจกฝ้าทำหน้าที่กระจายแสงไปทั่วบริเวณของกรอบจอ

                -  แผ่นโพลาร์ลอยด์แนวนอนบิดแสงเป็นเส้นตามแนวนอนผ่านไปที่ผลึกเหลว

                - โมเลกุลของผลึกเหลวปล่อยประจุไฟฟ้า (charge) ออกมาทำให้บิดตัวไป 90 องศา ตามแนวแกนของแสง

                - แสงที่ผ่านออกจากผลึกเหลวก็จะบิดตัวตามผลึกเหลวไปด้วยส่งผ่านแผ่นฟิลเตอร์สีที่ให้แสงสี RGB เหมือนการฉาบสารฟอสเฟอร์ของจอภาพชนิดซีอาร์ที

                - แสงผ่านโพลาร์ลอยด์แผ่นหน้าแล้วบิดตัวอีกครั้งออกมาเป็นภาพและข้อความที่มองเห็นได้

                ผลึกเหลว (crystal) เป็นผลึกที่อยู่ในรูปของของเหลวใสเหมือนแก้วเจียรนัย เป็นสารประกอบของสารกึ่งตัวนำ เมื่อมีแสงมากระตุ้นจะเกิดประจุไฟฟ้าขึ้นได้และสะท้องแสงออกเป็นมุมต่างๆ กัน ทำให้เห็นเป็นจุดแสงที่มีความเข้มต่างๆ  กันตามปริมาณการกระตุ้นของแสงในจอภาพของเครื่องคิดเลขใช้ผลึกเหลวอัดไว้ระหว่างแผ่นแก้ว 2 แผ่น เพื่อให้แสดงภาพเป็นตัวเลขด้วยขีดทึกแสง 7 ขีด เรียกว่า 7 segment

จอภาพชนิดผลึกเหลว

          

      ปัญหาของจอแอลซีดีชนิดใช้แสงจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ คือการมองภาพจากด้านข้างจะไม่ชัดจึงมีการผลิตจอชนิดควบคุมการส่งแสงด้วยทรานซิสเตอร์แทนเรียกว่า จอชนิด thin film transistor หรือ TFT ทำให้แสดงภาพได้ชัดเจนมาก

                    เครื่องพิมพ์ (printer)

                เครื่องพิมพ์เป็นหน่วยส่งออกที่แสดงผลทางแผ่นกระดาษ เครื่องพิมพ์ของคอมพิวเตอร์ต่างกับเครื่องพิมพ์ดีดที่หัวพิมพ์ เครื่องพิมพ์ดีดจะมีก้านเคาะเป็นตัวอักษรประจำแต่ละแป้นพิมพ์จึงพิมพ์ได้เฉพาะข้อความของแต่ละภาษาเท่านั้น ส่วนหัวพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ในคอมพิวเตอร์เป็นจุดเล็กๆ ที่รวมกันเป็นตัวอักษรและภาพ เครื่องพิมพ์แบ่งตามลักษณะการพิมพ์ออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

                เครื่องพิมพ์แบบจุด (dot matrix printer) เครื่องพิมพ์ยุคแรกๆ หัวพิมพ์เป็นเข็มเล็กๆเรียงตัวกันในแนวตั้งและแนวนอน เรียกว่า dot matrix เมื่อสั่งพิมพ์โปรแกรมควบคุมการพิมพ์จะส่งข้อมูลให้หัวเข็มกระแทกลงบนแผ่นกระดาษผ่านผ้าหมึกทำให้เกิดรอยเป็นตัวอักขระและภาพตามคำสั่ง ข้อเสียของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้คือ ความคมชัดของตัวพิมพ์ขึ้นอยู่กับสภาพของผ้าหมึกและการพิมพ์สีต้องใช้ผ้าหมึกชนิด 3 สี ส่วนข้อดีคือ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์ชนิดฉีดหมึกและเลเซอร์ นอกจากนี้ยังพิมพ์ได้หลายสำเนา ยังคงใช้ในงานบัญชีและระบบสินค้าคงคลังต่างๆ

                เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (ink jet) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้น้ำหมึกพ่นลงบนแผ่นกระดาษน้ำหมึกส่วนใหญ่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลัก บางชนิดใช้ไขเป็นส่วนประกอบทำให้ไม่เลอะเลือนเมื่อชื้นหรือถูกน้ำ ข้อดี ของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้คือ ราคาถูก มีให้เลือกหลายแบบ บางชนิดสามารถใช้เป็นเครื่องถ่ายเอกสาร และ Scan ภาพได้

                เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ได้คมชัดที่สุด ใช้หลักการเดียวกับเครื่องถ่ายสำเนาเอกสาร ปัจจุบันเครื่องพิมพ์ชนิดนี้มีราคาถูกลงแต่ค่าบำรุงรักษายังสูงอยู่ เช่น การเปลี่ยนกลับหมึกแต่ละครั้งจะมีราคาสูงมาก

         หน่วยความจำรอง

                เนื่องจากหน่วยความจำหลักจัดเก็บข้อมูลไว้ในรอมขณะทำงาน เมื่อเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมอื่น ข้อมูลจะถูกเขียนทับด้วยข้อมูลใหม่ หรือเมื่อปิดเครื่องข้อมูลจะถูกลบไปด้วย ดังนั้นจึงต้องมีหน่วยความจำรอง (secondary storage) เพื่อทำการสำรองข้อมูลไว้ใช้ในครั้งต่อไป หน่วยความจำรองรุ่นแรกๆ  เป็นเครื่องอ่านแผ่นข้อมูลชนิดถอดได้ เรียกว่า floppy disk drive ใช้แผ่นบันทึกชนิดอ่อนบิดงอได้ขนาด 8 นิ้ว บรรจุในซองพลาสติกเรียกว่า แผ่นบันทึก (floppy disk) และพัฒนาเป็นขนาด 5.25 นิ้ว และ 3.5 นิ้วตามลำดับ แผ่นบันทึกมีความจะข้อมูลสูงสุดเพียง 1.44 เมกะไบต์เท่านั้น ปัจจุบันมีอุปกรณ์สำรองข้อมูลที่มีความจุสูงกว่าและสะดวกกว่า เช่น หน่วยความจำแบบแฟลช และซีดีรอม ทำให้ความนิยมใช้แผ่นบันทึกค่อยๆ หมดไป หน่วยความจำรองที่ติดตั้งไว้ภายในเครื่องเรียกว่า local disk drive ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Winchester disk drive)

เครื่องอ่านและแผ่นบันทึก

                ฮาร์ดดิสก์เป็นหน่วยความจำรองที่มีในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ตัวแผ่นบันทึกทำด้วยอะลูมิเนียม หรือวัสดุแข็งอื่นๆ เช่น แก้ว เซรามิก เคลือบผิดทั้ง 2 หน้าด้วยแผ่นฟิล์มสารแม่เหล็ก บรรจุในกล่องที่ผนึกกันอากาศเข้า ฮาร์ดดิสก์ยุคแรกๆ มีแผ่นบันทึกเรียงกันในกล่องบรรจุหลายแผ่น และมีหัวอ่านอยู่ทั้ง 2 หน้า ของแผ่นบันทึกทำให้มองโครงสร้างเป็นรูปทรงกระบอก (cylinder) ส่วนฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่มีแผ่นบันทึกเพียงแผ่นเดียวแต่ความจุข้อมูลสูงกว่าชนิดหลายแผ่นมาก ที่ผิวหน้าทั้ง 2 ด้านของฮาร์ดดิสก์ มีหัวอ่านและบันทึกข้อมูลอยู่บนแขนที่กวาดไปทั่วผิวหน้าของแผ่นจานได้ แขนของหัวอ่านจะเลื่อนไปมาด้วยแรงผลักของสนามแม่เหล็กที่เกิดในขดลวดโซลินอยด์ซึ่งอยู่ระหว่างกลางของแม่เหล็กถาวร ส่วนหัวอ่านและบันทึกเป็นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดเล็กอยู่ทั้ง 2 ด้านของแผ่นบันทึก

โครงสร้างภายในของฮาร์ดดิส

ขณะที่หัวอ่านเลื่อนไปมาเหนือผิวที่เป็นสารแม่เหล็กของแผ่นบันทึก สารแม่เหล็กจะเหนี่ยวนำขดลวดบนหัวอ่านทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่มีปริมาณเปลี่ยนไปตามความหนาแน่นของสารแม่เหล็กในแผ่น นำมาเข้ารหัสเป็นข้อมูลที่บันทึกไว้

                การบันทึกข้อมูลลงในแผ่น หน่วยควบคุมจะส่งสัญญาณไฟฟ้ามายังหัวอ่านทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นในขดลวดเหนี่ยวนำ สนามแม่เหล็กไปดึงดูดสารแม่เหล็กที่เคลือบผิดแผ่นบันทึกให้เกาะกลุ่มเป็นสัญญาณของข้อมูล

                ขณะที่อ่านและบันทึกข้อมูลหัวอ่านจะอยู่ชิดแผ่นบันทึกมากแต่ไม่แตะลงบนผิวของจาน (ถ้าแตะลงไปแผ่นบันทึกจะเสียทันที) เมื่อแผ่นจานหมุนด้วยความเร็วสูงอากาศพลศาสตร์ที่เกิดบนผิวแผ่นบันทึกจะสร้างช่องว่างเล็กๆ (gap) คั่นระหว่างหัวอ่านกับแผ่นจาน ทำให้หัวอ่านไม่แตะบนผิดแผ่นบันทึก

                โครงสร้างของแผ่นบันทึก แผ่นบันทึกจะถูกแบ่งตามแนวการหมุนออกเป็นวงๆ เรียกว่า แทรค (track) แต่ละแทรคแบ่งเป็นส่วนๆ เรียกว่า  เซ็กเตอร์ (sector) ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดที่สามารถอ่านและบันทึกได้

                ฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ๆ มีความจุข้อมูลสูงมากและยังมีโครงสร้างของระบบรับส่งข้อมูลที่แตกต่างกับระบบเดิม ฮาร์ดดิสก์รุ่นแรกๆ ใช้ระบบรับส่งข้อมูลแบบขนาน เรียกว่า ระบบ IDE (integrated device electronic) ส่วนฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ใช้ระบบรับส่งข้อมูลแบบอนุกรม (SATA: serial at attachment) ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงกว่าแบบเดิม

ฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่

      หน่วยความจำหลัก

                ดังได้ทราบมาแล้วว่า เมื่อข้อมูลถูกอ่านจากหน่วยรับเข้าแล้วจะถูกเก็บในหน่วยความจำหลัก (main storage) หรือแรม เพื่อรอการประมวลผลต่อไป หน่วยความจำหลักมี 3 ชนิด ได้แก่

รูป หน่วยความจำแรมแบบ DDR2

                  1. หน่วยความจำแรม (RAM : random access memory)

                หน่วยความจำแรมที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีทั่วๆ ไปเป็นหน่วยความจำชนิด dynamic หรือ DRAM  ภายในชิปแต่ละตัวถูกแบ่งเป็นแถว (row) และคอลัมน์ (column) เป็นช่องเล็กๆ แต่ละช่องเก็บข้อมูลเป็นจำนวนบิตไว้ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า แรมชนิดนี้จึงต้องมีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ข้อเสียของไดนามิคแรมคือการคายประจุเมื่อเวลาผ่านทำให้ข้อมูลผิดพลาดได้ จึงต้องมีการกระตุ้นสัญญาณ (refresh) ให้ประจุคงตัวอยู่ตลอดเวลา refresh rate ทำให้การอ่านและบันทึกข้อมูลช้าลง

                ตำแหน่งต่างๆ ภายในหน่วยความจำชนิดนี้สามารถระบุที่อยู่ (address) เป็นแถวและคอลัมน์ได้ แต่ละตำแหน่งสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ (random access) เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ที่ทำงานอยู่ในขณะนั้น

                หน่วยความจำแรมได้รับการพัฒนาต่อเนื่องเป็นรุ่นต่างๆ ได้แก่ fast page DRAM ใช้กับเครื่องรุ่นแรกๆ เช่น 80486 อีดีโอแรม (EDO : extended data output) ใช้กับซีพียูเพนเทียมยุคแรกๆ SDRAM (synchronous dynamic random access memory)  ใช้กับซีพียูเพนเทียม II และเพนเทียม III แรมชนิด DDR (double data rate SDRAM) ใช้กับซีพียูเพนเทียม 4 รุ่น socket 478 และ DDR II ขึ้นไป ใช้กับ socket 775 เช่น Celeron E1200 Dual Core Core 2 Duo ดังนั้นก่อนที่จะเพิ่มหน่วยความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ต้องตรวจดูว่าเป็นเครื่องรุ่นใดด้วย

                  2. หน่วยความจำรอม (ROM : read only memory)

                หน่วยความจำรอมใช้เก็บโปรแกรมเริ่มต้นระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ่งติดตั้งมาจากบริษัทผู้ผลิตรอมนั้น เช่น รอมไบออสของบริษัท Award Software หน่วยความจำรอมแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้

รูป หน่วยความจำรอม

                PROM หรือ Programmable Read-Only Memories เป็นรอมที่บันทึกแล้วลบข้อมูลไม่ได้

                EPROM หรือ Erasable Programmable Read-Only Memories เป็นรอมที่บันทึกข้อมูลแล้วลบด้วยการส่งลำแสงอัลตราไวโอเลตผ่านกระจกกลมที่ติดไว้บนตัวชิป ต้องใช้เครื่องมือและโปรแกรมเฉพาะงาน

รูป EPROM

                EEPROM หรือ Electrically Erasable Programmable Read-Only Memories รอมที่บันทึกและลบได้ เป็นหน่วยความจำที่ไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยง (non volatile) สามารถบันทึกและลบด้วยกระแสอิเล็กตรอน รอมชนิดนี้ใช้ทำหน่วยความจำแบบแฟลชเป็น memory card ของกล้องดิจิทัลและโทรศัพท์มือถือต่างๆ  เครื่องเล่น iPod ตลอดจนเป็นหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ไม่มีฮาร์ดดิสก์

                  3. หน่วยความจำแคช (processor cache memory)

                หน่วยความจำแคชเป็นหน่วยความจำชนิดแรมสถิต (static RAM) ไม่มี refresh rate ทำให้อ่านและเขียนได้เร็วแต่มีราคาแพงและเก็บข้อมูลได้น้อย จึงใช้เป็นหน่วยความจำพิเศษที่อยู่ระหว่างซีพียูกับหน่วยความจำหลัก ในเครื่องพีซีบางรุ่นจะมีหน่วยความจำแคชชนิดพิเศษแบบติดกับแผงหลัก เมื่อซีพียูพยายามอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำหลักจะตรวจสอบว่ามีการสำรองข้อมูลนี้ไว้ในแคชไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ถ้าพบจะอ่านจากหน่วยความจำแคชนี้แทน แต่ถ้าไม่พบจะไปคัดลอกข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาสำรองไว้ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น

หน่วยประมวลผลกลาง

รูป CPU

หน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียู (CPU: central processing unit) เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสำคัญที่สุดในระบบคอมพิวเตอร์ ตัวซีพียูเป็นวงจรรวมชิ้นเดียวที่ติดตั้งในแผงหลักเรียกว่า ไมโครชิป (microchip)  ทำหน้าที่ประมวลผลจึงเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ภายในซีพียูประกอบด้วยหน่วยการทำงานหลัก 2 หน่วยคือ หน่วยคำนวณและตรรกะ (arithmetic – logic unit : ALU) และหน่วยควบคุม (Control unit : CU )

รูป การประมวลผลกลาง

                  1. หน่วยคำนวณและตรรกะ

                ทำหน้าที่คำนวณและเปรียบเทียบการคำนวณ เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร ซึ่งเป็นการรับคำสั่งมาจากหน่วยควบคุม และจากความต้องการของโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนั้น หน่วยคำนวณมีความเร็วในการประมวลผลสูงมาก สามารถคำนวณตัวเลขได้มากกว่า 10 ล้านชุดต่อวินาที นอกจากการคำนวณแล้วยังสามารถเปรียบเทียบค่าทางตรรกะ เช่น มากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน ไม่เท่ากัน ได้อย่างรวดเร็ว เช่น มีการเปรียบเทียบคำว่า BAKER กับ BACON  ที่เข้ามาในหน่วยคำนวณ หน่วยตรรกะจะเปรียบเทียบคำทั้งสองตามลำดับอักษรทีละตัวและเรียงลำดับให้ใหม่เป็นคำแรกคือ BACON และคำที่สองคือ BAKER

                ตรรกะในซีพียูจะเปรียบเทียบค่าของตัวเลขเท่านั้น ตัวอักษรต่างๆ บนแผงแป้นอักขระจะมีรหัสตัวเลขกำกับเป็นมาตรฐานสากล ทั้งรหัสของเลขฐานสิบ  ฐานสิบหก และฐานสอง ผลที่ได้จากการคำนวณจะส่งไปเก็บในหน่วยความจำหลัก

                  2. หน่วยควบคุม

                การทำงานของหน่วยควบคุมจะครอบคลุมไปทุกหน่วย ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสินค้าคงคลัง ต้องการให้นำจำนวนสินค้าไปคูณกับราคาสินค้านั้น หน่วยควบคุมจะดำเนินการเป็นคำสั่งต่อไปนี้

                – ออกคำสั่งให้หน่วยรับเข้าอ่านจำนวนสินค้าและราคาตามรหัสที่ระบุเข้ามาเก็บในหน่วยความจำหลัก

                – สั่งการให้ ALU คัดลอกข้อมูลทั้งสองจากหน่วยความจำเข้ามาแล้วคูณจำนวนทั้งสอง ได้ผลรวมแล้วส่งกลับไปเก็บในหน่วยความจำ

                – เก็บผลการคำนวณในหน่วยความจำรอง แล้วย้อนกลับไปตรวจสอบ คำนวณจนกว่าจะหมดค่าที่กำหนด

                – แสดงผลลัพธ์ทางหน่วยส่งออก

                นอกจากหน่วยคำนวณและตรรกะและหน่วยควบคุมแล้ว ภายในซีพียูยังมีหน่วยความจำพิเศษเรียกว่า เรจิสเตอร์ ใช้เก็บข้อมูลที่อ่านมาจากหน่วยความจำ สถาปัตยกรรมของซีพียูแต่ละรุ่นจะมีชนิดและจำนวนของเรจิสเตอร์ที่ต่างกันไป เรจิสเตอร์พื้นฐานที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่

          Instruction registers เรจิสเตอร์คำสั่ง เป็นวงจรที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่เป็นรหัสคำสั่ง

                                                                มีชื่อเรียกต่างๆ กันตามหน้าที่ของแต่ละเรจิสเตอร์

          Data registers                             เรจิสเตอร์ข้อมูล ประกอบด้วยเรจิสเตอร์หลายๆ ชุดที่ใช้เป็นที่สะสม

                                                                ข้อมูลไว้ชั่วคราวเพื่อให้เกิดการทำงานที่รวดเร็วขึ้น

          Program counter registers      เรจิสเตอร์จำนวนนับ ทำหน้าที่เก็บตำแหน่งของหน่วยความจำ

                                                                ที่เก็บรหัสคำสั่งที่ซีพียูกำลังจะนำไปดำเนินการในลำดับถัดไป

                                                                โปรแกรมเคาน์เตอร์ทำงานโดยการนับเพิ่มค่าตำแหน่งในเรจิสเตอร์ครั้ง

                                                                ละหนึ่งทุกครั้งที่มีการอ่านรหัสเข้ามาเพื่อระบุเป็นตำแหน่งคำสั่งถัดไป

         General-purpose registers        เรจิสเตอร์อเนกประสงค์ ใช้เขียนโปรแกรมภาษา แอสเซมบลี

          Stack pointer registers             เป็นเรจิสเตอร์ตำแหน่งของหน่วยความจำที่อยู่ภายนอก ซีพียู

                                                                เป็นบริเวณที่สงวนไว้สำหรับเก็บข้อมูลเพื่อติดตามการทำงานของซีพียู

                                                                เอง เช่น เก็บตำแหน่งเคาน์เตอร์ไว้แล้วโดดไปทำโปรแกรมย่อยเสร็จ

                                                                กลับมาทำงานต่อในตำแหน่งถัดจากตำแหน่งเดิมได้ถูกต้อง

         Flags             เป็นเรจิสเตอร์ที่แสดงสถานะของสิ่งที่เกิดขึ้นจากกระบวนการภายในซีพียู

                                แบ่งเป็นบิตต่างๆ ดังนี้

                                บิต C (carry) แสดงการทดค่าที่เกิดจากการคำนวณ

                                บิต O (overflow) แสดงการเกิดค่าที่มากเกินขนาดของวงจรคำนวณ

                                บิต N (negative) แสดงการกระทำตามคำสั่งแล้วได้ผลลัพธ์เป็นลบ

                                บิต H (half carry) แสดงว่าเกิดการทดข้ามจากบิตที่ 4 ไปยังบิตที่ 5

                                บิต P (parity) เป็นบิตที่ตรวจสอบผลลัพธ์ว่าเป็นคู่หรือคี่

ตัวอย่างการทำงานของเรจิสเตอร์

                เมื่อใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดจะมีขั้นตอนการทำงานดังนี้

                     1. อ่านโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดทั้งหมดเข้ามาในหน่วยความจำแรมและเรจิสเตอร์ต่างๆ โปรแกรมพร้อมทำงานโดยไม่ต้องอ่านจากฮาร์ดดิสก์อีก

                     2. เมื่อพิมพ์ข้อความ ข้อมูลจะถูกเก็บในหน่วยความจำและเรจิสเตอร์ข้อมูล

                     3. เมื่อแทรกภาพหรือวัตถุอื่นๆ จะอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์มาเก็บในหน่วยความจำและเรจิสเตอร์ข้อมูล

                     4. เมื่อสั่งบันทึก จะเก็บข้อมูลเข้าไปในจานบันทึกหรืออุปกรณ์ที่กำหนด

                     5. เมื่อออกจากโปรแกรม stack pointer registers จะถูกยกเลิกเพื่อให้เขียนข้อมูลใหม่ทับลงไปได้

                หน่วยความจำแคช (cache memory) เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กที่อยู่ภายในซีพียู เรียกว่า หน่วยความจำระดับ 2 (L2: Level 2)  ปกติมักมีขนาด 512 กิโลไบต์ (512 K) ทำหน้าที่เก็บพักข้อมูลที่จะต้องประมวลผลไว้ล่วงหน้าและเก็บพักข้อมูลที่ประมวลผลแล้วรอการส่งออกทำให้ซีพียูทำงานเร็วขึ้น ส่วนหน่วยความจำที่ทำหน้าที่ทำหน้าที่เก็บพักข้อมูลที่อยู่นอกซีพียูเป็นหน่วยความจำระดับ 3 (

หน่วยรับเข้า

                หน่วยรับเข้า (input unit) เป็นหน่วยที่รับข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์พื้นฐานในการรับข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ แผงแป้นอักขระและเมาส์ นอกจากแผงแป้นอักขระแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทางเลือกอื่นๆ เช่น เครื่องกราดภาพ joy stick เครื่องอ่านรหัสแท่ง

                ข้อมูลจากหน่วยรับเข้าจะถูกเปลี่ยนเป็นรหัสของเลขฐานสองซึ่งเป็นระบบตัวเลขที่คอมพิวเตอร์รับรู้ได้และนำไปประมวลผล  เช่น คำนวณและเปรียบเทียบ จัดเก็บ หรือส่งไปยังหน่วยส่งออก

                  1. แผงแป้นอักขระ (keyboard)

                แผงแป้นอักขระเป็นหน่วยรับเข้าพื้นฐานที่สุดของระบบ เพราะคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ต้องรับคำสั่งทางแผงแป้นอักขระเท่านั้นยังไม่มีเมาส์หรืออุปกรณ์อื่นๆ

รูป แป้นพิมพ์

                หลักการทำงานของแผงแป้นอักขระคือ แป้นอักษรทุกแป้นมีสวิตช์กดหรือแผ่นเลเยอร์ (layer) ที่มีเส้นคาร์บอนเป็นตัวนำไฟฟ้า 2 แผ่นวางช้อนกันคั่นกลางด้วยอากาศ จัดเป็นวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าไม่ครบวงจรกำหนดสถานะเป็นศูนย์ เมื่อแป้นอักษรถูกกด แผ่นเลเยอร์ทั้งสองจะยุบติดกันทำให้วงจรไฟฟ้าปิด สถานะทางตรรกะของสวิตช์จะเปลี่ยนจาก 0 เป็น 1 วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในแผงแป้นอักขระจะตรวจจับโดยวิธีการกราด (scan) ว่ามีแป้นใดถูกกด ก็จะอ่านรหัสตัวอักขระของแป้นนั้นส่งผ่านช่องทางอนุกรม (serial port) เข้าในคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ที่เป็นตัวขับแผงแป้นอักขระ (keyboard device driver) จะส่งข้อมูลที่รับมาไปประมวลผลต่อไป

                การวางตำแหน่งตัวอักขระบนแผงแป้นอักขระ จัดเรียงตามมาตรฐานของเครื่องพิมพ์ดีดที่ใช้กันมานานก่อนมีเครื่องคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ภาษาอังกฤษ ใช้มาตรฐาน “QWERTY” ซึ่งได้มาจากลำดับตัวอักษรของมือซ้ายแถวที่สามนับจากแถวล่าง โดยการวางนิ้วก้อย นิ้วนาง นิ้วกลาง และนิ้วชี้ เรียงตามลำดับตัวอักษร ส่วนแป้นภาษาไทย นิยมใช้มาตรฐานที่มีชื่อเรียกว่า เกษมณี และมีลำดับตัวอักษรของมือซ้ายในแถวที่สองจากแถวล่างเป็น “ฟหกด”

                     2. เมาส์ (Mouse)

                เมาส์เป็นอุปกรณ์ชี้ตำแหน่งบนจอภาพ (pointer) ทำให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้ เมาส์ช่วยให้การทำงานหลายอย่างสะดวกและง่ายขึ้นมาก เช่น การเลือกสัญรูปที่ต้องการทำงาน การวาดรูปลายเส้น ด้วยเครื่องมือวาดภาพ

รูป boll mouse

                เมาส์ที่ใช้ในช่วงแรกๆ เป็นแบบกล (ball mouse) โดยวางลูกบอลยางกลมๆ ไว้ด้านล่างของเมาส์ให้สัมผัสกับพื้นลูกบอลแตะกับแกนหมุน 2 แกนที่วางตั้งฉากกัน เมื่อเลื่อนเมาส์ไปมาลูกบอลจะทำให้แกนทั้งสองหมุน จานหมุนที่ปลายแกนซึ่งเจาะรูรอบขอบจานไว้จะหมุนไปด้วย ที่จานหมุนทั้งสองจะมีแอลอีดีเปล่งแสงอินฟราเรดส่งผ่านรูเล็กๆ ที่ขอบจานไปยังตัวตรวจจับแสงที่อยู่ตรงกันข้าม ระยะทางของการเคลื่อนที่ในแต่ละแนวแกนจะถูกตรวจจับโดยการนับจำนวนครั้งของการติดดับของลำแสงจากหลอดแอลอีดีที่ส่องผ่านขอบจานที่เจาะรูไว้อุปกรณ์ในแผ่นวงจรของเมาส์จะส่งข้อมูลการเคลื่อนที่ของจากหมุนทั้ง 2 แกนไปให้ซีพียูซอฟต์แวร์ตัวขับเมาส์จะควบคุมตัวชี้บนจอภาพให้เลื่อนไปมา

                เมาส์อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ออปติคัลวีลเมาส์ (optical wheel mouse)  เมาส์ชนิดนี้มีหลักการทำงานคล้ายกล้องถ่ายรูปดิจิทัลขนาดจิ๋ว ที่ทำการถ่ายภาพด้วยความเร็ว 1,500 ภาพ ต่อวินาที ออปติคัลเมาส์สามารถทำงานได้บนทุกพื้นผิว แสงจากหลอดแอลอีดีสีแดงขนาดเล็กส่องลงบนพื้นในแนวแกน X และ Y แล้วสะท้อนกลับ ไปยังตัวตรวจจับแสงชนิดซีมอส (CMOS sensors) ตัวตรวจจับแสงแปลงสัญญาณแสงเป็นสัญญาณภาพแล้วส่งข้อมูลไปยังไอซีพิเศษที่มีชื่อว่า ดีเอสพี (digital signal processor) ซึ่งอยู่ในแผ่นวงจรของเมาส์ทำการประมวลผล ดีเอสพีทำงานที่ความเร็วสิบแปดล้านคำสั่งต่อวินาทีในการวิเคราะห์ว่าภาพที่ตรวจจับได้นั้นมีการเคลื่อนที่อย่างไร และส่งข้อมูลของการเคลื่อนที่นั้น ไปควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนจอภาพ

                     อุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่เช่นเดียวกับเมาส์ ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กคือ แป้นสัมผัส (touchpad) เป็นแผงพลาสติกสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กที่ไวต่อแสง เมื่อใช้นิ้วลากไปมาบนแป้นนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงค่าความจุไฟฟ้าในส่วนต่างๆ ของแผงและส่งไปควบคุมตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ

รูป แป้นสัมผัส

                  3. เครื่องกราดภาพ (scanner)

                เครื่องกราดภาพ หรือเครื่องกราดตรวจ ใช้เปลี่ยนภาพเป็นรหัสที่โปรแกรมกราฟิกสามารถแสดงผลเป็นภาพบนจอและพิมพ์ทางเครื่องพิมพ์ได้ ทำงานโดยการส่งแสงกราดไปตามภาพแล้วรับแสงสะท้อนกลับมายังกระจกเงาที่อยู่บนแท่นกราดแสง ความสว่างของแสงสะท้อนขึ้นอยู่กับสีและเส้นของภาพ บริเวณที่มีสีจางจะสะท้อนแสงกลับมามากกว่าบริเวณสีเข้ม กระจกจะสะท้อนแสงไปยังเลนส์ที่ทำหน้าที่รวมแสงไปยังไดโอดรับแสง (light-sensitive diodes) เปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นกระแสไฟฟ้า ปริมาณแสงที่สะท้อนกลับจะเป็นตัวกำหนดความแตกต่างของแรงดันไฟฟ้า อุปกรณ์แปลงสัญญาณจากแอนะล็อกเป็นดิจิทัล  (analogue-to-digital converter) จะเก็บสัญญาณของแรงดันไฟฟ้าเป็นจุดภาพรวมกันเป็นเส้นที่มีความสว่าง (bright) ที่แตกต่างกันในช่อง 300 ถึง 600 พิกเซลต่อนิ้ว เมื่อแกนกราดภาพเลื่อนไปตลอดแผ่นภาพจะได้เส้นทั้งหมดรวมกันเป็นภาพ

รูป กราดภาพ

                การกราดภาพสี แสงจะส่องผ่านแผ่นกรองแสง (filter) สีแดง เขียว หรือน้ำเงินก่อนกระทบภาพ ข้อมูลดิจิทัลจะถูกส่งไปยังซอฟต์แวร์ในคอมพิวเตอร์ เพื่อเก็บเป็นข้อมูลในรูปแบบกราฟิก ส่วนข้อความที่กราดเข้ามาเป็นภาพสามารถเปลี่ยนกลับไปเป็นตัวอักขระได้ด้วยโปรแกรมอ่านอักขระด้วยแสง หรือ โอซีอาร์ (OCR : optical character reader)

                  4. เครื่องอ่านรหัสแท่ง (barcode readers)

                  รหัสแท่งเป็นรหัสที่ใช้แทนข้อความหรือตัวเลขที่ใช้กำกับสินค้าโดยพิมพ์เส้นตามแนวตั้งที่มีความหนาต่างกันเป็นแถบลงบนสินค้าและกล่องบรรจุ รหัสแท่งที่ใช้ในห้างสรรพสินค้าจะใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์แบบ UPC (universal product code)  เข้ารหัสเป็นตัวเลข  12 หลักส่วนรหัสแท่งอีกแบบหนึ่งเรียกว่า Bar 39 (three of nine) เป็นรหัสแท่งที่เป็นแบบอักษร (fonts) ชนิดหนึ่งสามารถแทนได้ทั้งตัวเลขและข้อความโดยไม่กำหนดความยาว นิยมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานต่างๆ

                การใช้รหัสแท่งในระบบฐานข้อมูลเมื่อเริ่มบันทึกข้อมูลจะบันทึกเป็นรหัสและชื่อสินค้าตามปกติ เมื่อพิมพ์จะเปลี่ยนแบบอักษรของรหัส หรือชื่อสินค้า หรือทั้งรหัสและชื่อตามมาตรฐานที่ใช้เป็นรหัสแท่งลงในชิ้นกระดาษหรือในกล่องสินค้า เมื่อนำรหัสแท่งนี้ไปผ่านเครื่องอ่าน แสงสะท้อนจากรหัสแท่งจะถูกเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่สามารถจำแนกได้ นำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เก็บไป เมื่อพบจะบันทึกรายการตามงานที่ใช้ เช่น การซื้อ-ขาย จะบันทึกรายการสินค้าออก จำนวน ราคา และพิมพ์รายการสินค้านั้นลงในใบบันทึกการขายหรือใบเสร็จรับเงินชนิดย่อ งานห้องสมุดจะบันทึกชื่อผู้ยืมหรือคืนหนังสือพร้อมวันเวลา

                เครื่องอ่านรหัสแท่งมีหลายแบบ เป็นแบบแท่นอยู่กับที่หรือแบบมือจับ การรับส่งสัญญาณจะใช้แสงเลเซอร์สีแดง เมื่อนำรหัสแท่งไปผ่านเครื่องอ่านรหัส แสงจะถูกยิงมายังรหัสแท่งและสะท้อนกลับไปยังตัวตรวจจับแสงที่อยู่ในเครื่องเดียวกัน วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในเครื่องอ่านจะแปลงสัญญาณแสงไปเป็นรหัสตัวเลขและข้อความส่งไปประมวลผล

                 5. กล้องดิจิทัล (digital camera)

                กล้องดิจิทัลเป็นระบบที่ปฏิวัติการถ่ายภาพแบบเดิมโดยไม่ต้องใช้ฟิล์มและกระดาษสำหรับอัดภาพ แต่ใช้วิธีบันทึกภาพลงในสื่อของคอมพิวเตอร์โดยตรงที่เรียกกันว่า memory card ซึ่งก็คือหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์นั่นเอง กล้องดิจิทัลมีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเครื่องกราดภาพ โดยใช้เลนส์รวมแสงไปยังไดโอดเปลี่ยนสัญญาณแสงเป็นไฟฟ้าและสัญญาณของจุดภาพแล้วเก็บลงในหน่วยความจำแบบแฟลชที่อยู่ในตัวกล้องข้อมูลภาพในกล้องดิจิทัลเป็นข้อมูลชนิดเดียวกับแฟ้มภาพในคอมพิวเตอร์จึงสามารถถ่ายโอนมาเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านช่องต่อยูเอสบีได้ทันที

                คุณภาพของกล้องดิจิทัลขึ้นอยู่กับความละเอียดในการบันทึกจุดภาพที่เรียกว่า พิกเซล ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาของกล้องด้วย

                  6. เครื่องบันทึกเสียง (sound recorder)

                ในระบบปฏิบัติการแบบวินโดวส์จะมีเครื่องมือบันทึกเสียงติดตั้งมาให้ในเครื่องที่ติดตั้งโปรแกรมขับอุปกรณ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ผู้ใช้เพียงติดตั้งไมโครโฟนเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วเรียกใช้โปรแกรมบันทึกเสียงได้ทันที

รูป ช่องติดตั้งระบบเสียง

                ด้านหลังของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะมีช่องให้ติดตั้งระบบเสียง เป็นเต้ารับขนาดเล็กสามรู แต่ละช่องจะมีสีกำกับไว้ตามมาตรฐานการผลิต ได้แก่ สีชมพูต่อไมโครโฟน (microphone) สีเขียวอ่อนต่อ ลำโพงเสียง (speaker) หรือหูฟัง และสีฟ้า (line in) ต่อสัญญาณเสียงอื่นๆ เข้า เช่นจากเครื่องเล่นเทป ในเครื่องรุ่นใหม่ๆ บางรุ่นจะมีช่องต่อออกไปยังลำโพงเสียงเพิ่มให้อีกเป็นระบบเสียงแบบรอบทิศทาง

รูป sound recorder

                การเรียกใช้เครื่องมือบันทึกเสียงในวินโดวส์ คลิกปุ่ม Start > program > Accessories และ Sound Recorder จะมีเครื่องมือบันทึกเสียงดังภาพ เริ่มบันทึกเสียงคลิกปุ่ม Start Recorder ปุ่ม Start จะเปลี่ยนเป็น Stop Recorder ต้องการหยุดบันทึกเสียงให้คลิกปุ่มนี้ กรอบบันทึกแฟ้มจะปรากฏให้ตั้งชื่อแฟ้มและที่เก็บ

                แฟ้มเสียงจะถูกบันทึกเป็นแฟ้มชนิด wma หรือ Windows Media Audio File หลังจากบันทึกแล้วสามารถใช้โปรแกรมจัดการแฟ้มเสียงแปลงไปเป็นแฟ้มชนิดอื่น เช่น mp3 ได้